วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Tablet




Tablet
               Tablet คือ คอมพิวเตอร์พกพา หรือคอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้งานขณะเคลื่อนที่ได้ขนาดกลางที่มีหน้าจอแบบสัมผัสในการใช้งานเป็นหลัก หลักๆแล้วก็มี 2 ความหมายด้วยกันคือ”แท็บเล็ต พีซี – Tablet PC (Tablet Personal Computer)” และ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ – Tablet Computer หรือเรียกสั้นๆว่า “แท็บเล็ต – Tablet”
“แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ – Tablet computer” และ “แท็บเล็ต พีซี – Tablet PC” ต่างกันอย่างไร
               “แท็บเล็ต พีซี – Tablet PC” จะ ใช้หน่วยประมวลผลกลางหรือ CPU   เป็นพื้นฐานและมีการปรับแต่งนำเอาระบบปฏิบัติการ หรือ OS ของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือ PC Computer หรือ PC มาทำให้สามารถใช้การสัมผัสในการทำงานได้
                “แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ – Tablet Computer หรือเรียกสั้นๆว่า แท็บเล็ต – Tablet” ซึ่งจะใช้หน้าจอแบบ capacitive แทนที่ resistive ทำให้สามารถสัมผัสโดยการใช้นิ้วได้โดยตรงและสัมผัสพร้อมกันทีละหลายจุดได้ หรือ multi-touch ประกอบกับการใช้หน่วยประมวลผลกลางหรือ CPU หลายๆคนคงจะรู้จักแท็บเล็ตตัวนี้กันเป็นอย่างดีนั้นก็คือ ไอแพด (iPad) นั้นเอง

ประโยชน์ของ Tablat

ข้อดี
1.   แท็บเล็ตเป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษาให้กับเด็ก ๆ
2.   ทำให้ครูสามารถเข้าถึงรูปภาพ วีดิโอคลิป และข้อมูลข่าวสารจากทั่วโลก เพื่อใช้สร้างบทเรียนที่น่าสนใจให้แก่นักเรียน ทำให้นักเรียนตั้งใจเรียนมากขึ้น
3.   เป็นการเปิดโลกทัศน์ให้เด็ก ๆ ได้ศึกษาวัฒนธรรมต่างแดนผ่านอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา
4.   ใช้เป็นวิดีโอแชทกับชาวต่างชาติเพื่อฝึกภาษาอังกฤษโดยไม่ต้องเขินอายเหมือนกับการสื่อสารต่อหน้าจริง ๆ
5.   ทำให้การเรียนเป็นเรื่องสนุกและเข้าใจง่ายขึ้น แตกต่างจากการเรียนจากหนังสือซึ่งน่าเบื่อและเข้าใจยากกว่า
ข้อเสีย

อาจมีเด็กจำนวนมากติดอินเทอร์เน็ตถึงขั้นที่ต้องพบจิตแพทย์ ดังที่ปรากฏในประเทศเกาหลีใต้
นอกจากนี้ นักวิชาการที่ไม่เห็นด้วยให้เหตุผลว่า
1.   เด็กจะอยู่คนเดียว เล่นคนเดียว หรือเล่นกับเพื่อนสองสามคนขาดหรือออกกำลังกายน้อยลง
2.   มีปัญหาเรื่องสายตากล่าวคือมีปัญหาด้านสุขภาพ
3.   เป็นการปูพื้นฐานให้เด็กคุ้นเคยกับการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ทำให้ผลการเรียนตกต่ำลง เนื่องจากติดเกมส์

ตัวอย่างที่ใช้ในการสอน
                การใช้  Tablat  ในการเรียนการสอน การเรียนโดยใช้โปรแกรมต่างๆใน Tablat  การทำแบบทดสอบ การใช้อินเตอร์เน็ตสืบค้นข้อมูล การทำการบ้าน การส่งการบ้านผ่านทาง Tablat  ทำให้การเรียนการสอนเท่าเทียมกัน ซึ่งใน Tablat มีรูปภาพ วีดิโอคลิป แสง สีเสียง  ทำให้เด็กอยากที่จะเรียนรู้ ตั้งใจ สนใจ พร้อมที่จะเรียนมากขึ้น  ซึ่งการเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา เป็นการประหยัดกระดาษ ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย




ภาพ :  การเรียนรู้ Tablat ของนักเรียน








Social Media





Social Media
               Social ในที่นี้หมายถึง สังคมออนไลน์ Media ในที่นี้หมายถึง เนื้อหา เรื่องราว และบทความ Social Media จึงหมายถึง สังคมออนไลน์ที่มีผู้ใช้เป็นผู้สื่อสาร หรือเขียนเล่า เนื้อหา เรื่องราว ประสบการณ์ บทความ รูปภาพ และวิดีโอ ที่ผู้ใช้เขียนขึ้นเอง ทำขึ้นเอง หรือพบเจอจากสื่ออื่นๆ แล้วนำมาแบ่งปันให้กับผู้อื่นที่อยู่ในเครือข่ายของตน ผ่านทางเว็บไซต์ Social Network ที่ให้บริการบนโลกออนไลน์ ปัจจุบัน การสื่อสารแบบนี้ จะทำผ่านทาง Internet และโทรศัพท์มือถือเท่านั้น
               เนื้อหาของ Social Media โดยทั่วไปเปรียบได้หลายรูปแบบ ทั้ง กระดานความคิดเห็น (Discussion boards), เว็บบล็อก (Weblogs), วิกิ (wikis), Podcasts, รูปภาพ และวิดีโอ  ส่วนเทคโนโลยีที่รองรับเนื้อหาเหล่านี้ก็รวมถึง เว็บบล็อก (Weblogs), เว็บไซต์แชร์รูปภาพ, เว็บไซต์แชร์วิดีโอ, เว็บบอร์ด, อีเมล์, เว็บไซต์แชร์เพลง, Instant Messaging, Tool ที่ให้บริการ Voice over IP เป็นต้น

ตัวอย่างที่ใช้ในการสอน
               การใช้ YouTube  ในการหาคลิปวิดีโอ ที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน หรือเรื่องที่มีคุณค่า ที่มีประโยชน์ให้ข้อคิดดีๆ ให้เด็กนักเรียนได้ดู  การใช้ Facebook  ในการส่งงานของนักเรียน  ใช้ในการตรวจงานของครู  ทำให้นักเรียนได้เห็นผลงานของเพื่อนๆ ฝึกทักษะการปฏิบัติ ฝึกการแสดงความคิดเห็น  การแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน การลงมือทำด้วยตัวเอง จะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มั่นคงและถาวร  ทำให้สะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย

ตัวอย่าง Social Media

ภาพ :   ตัวอย่าง MySpace – เว็บไซต์ในรูปแบบ Social Networking
                                                     
ภาพ :   ตัวอย่าง Facebook -เว็บไซต์ในรูปแบบ Social Networking

ภาพ :   ตัวอย่าง YouTube – เว็บไซต์ Social Networking และ แชร์วิดีโอ

ภาพ :   ตัวอย่าง Avatars United – เว็บไซต์ในรูปแบบ Social Networking


ภาพ :   ตัวอย่าง Youmeo – เว็บที่รวม Social Network


แหล่งอ้างอิง :  http://www.marketingoops.com/digital/social-media/what-is-social-media/  สืบค้นวันที่  19/02/2556


 



 

Video conference




Video conference
               การประชุมทางไกล (Videoconference) คือ การนำเทคโนโลยีสาขาต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ กล้องโทรทัศน์และระบบสื่อสารโทรคมนาคมผสมผสาน เป็นการประชุมที่ผู้เข้าร่วมประชุมอยู่กันคนละสถานที่ ไม่จำกัดระยะทางสามารถประชุมร่วมกันและมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกันได้ การส่งข้อความและภาพสามารถส่งได้ทั้งทางสายโทรศัพท์คลื่นไมโครเวฟ สายไฟเบอร์ออฟติกของระบบเครือข่าย และการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม โดยการบีบอัดภาพเสียงและข้อความ กราฟิกต่างๆ ไปยังสถานที่ประชุมต่างๆ ทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถเห็นภาพและข้อความต่างๆเพื่ออภิปรายร่วมกันได้เพื่อสนับสนุนในการประชุมให้มีประสิทธิภาพ

วัตถุประสงค์
               Video conference หรือการประชุมทางไกล ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนหรือกลุ่ม คน ซึ่งอยู่กันคนละสถานที่สามารถติดต่อกันได้ทั้งภาพและเสียง โดย ผ่านทางจอภาพซึ่งอาจเป็นคอมพิวเตอร์หรือโทรทัศน์ ผู้ชมที่ฝั่งหนึ่งจะเห็นภาพของอีกฝั่งหนึ่งปรากฏอยู่บนจอโทรทัศน์ของ ตัวเองและ ภาพของตัวเองก็จะไปปรากฏยังโทรทัศน์ของฝั่งตรงข้ามเช่นเดียวกัน คุณภาพของภาพและเสียงที่ได้จะขึ้นอยู่กับความเร็วของช่องทางสื่อสารที่ ใช้เชื่อมต่อระหว่างทั้งสองฝั่งอุปกรณ์ที่ต้องมีในระบบประชุมทางไกลนี้ ก็ ได้แก่ จอโทรทัศน์หรือคอมพิวเตอร์, ลำโพง,ไมโครโฟน, กล้อง และอุปกรณ์ Codec ซึ่งเป็นตัวเข้ารหัสสัญญาณภาพและเสียงที่ได้จากกล้องและไมโครโฟนส่ง ผ่านเส้นทางสื่อสารไปยังอีกฝั่งหนึ่ง รวมถึงถอดรหัสสัญญาณที่ได้รับ มาอีกฝั่งให้กลับเป็นสัญญาณภาพและเสียงแสดงบนจอและลำโพงนั่นเองเส้นทางสื่อสารขนาด 384 Kbps ขึ้นไปก็สามารถให้คุณภาพภาพในระดับที่ยอมรับได้ โดยอาจใช้ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ISDN หรือ ATM เป็นต้น ข้อดีของการประชุมทางไกล คือ สามารถให้ความสะดวกในการติดต่อสื่อสารกัน ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งจะประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย และยังช่วยแก้ปัญหาจราจรได้ทางหนึ่ง

ลักษณะการใช้งาน
              ระบบ Video Conference นี้ จะช่วยให้งานประชุมหรืองานการเรียน การสอนที่อยู่ต่างสถานที่กันในหลายจุดได้มาประชุมเสมือนอยู่ในห้อง เดียวกัน มีประธานในการประชุม สามารถ share งานต่างๆ ในแต่ละจุดให้เห็นเหมือนกัน เสนอผ่านความเห็นต่างๆ ได้ เช่น การ Share Whiteboard, PowerPoint, Worksheet เป็นต้นงานประชุมหรืองานการเรียนการสอน สามารถดำเนินไปได้ อย่างสะดวกรวดเร็ว ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายรวมทั้งเป็นการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ตัวอย่างที่ใช้ในการสอน
               การใช้ Video Conference เช่น การเรียนทางไกลผ่านทางดาวเทียม  ให้เด็กนักเรียนที่อยู่ห่างไกลความเจริญได้รับการศึกษาเท่าเทียมกับเด็กที่อยู่ในเมือง โดยครูผู้สอนคนเดียวกัน เทคนิคการสอน และวิธีการสอนก็ได้รับเหมือนกัน ทำให้สะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา ทรัพยากรวัตถุดิบ และค่าใช้จ่าย ครูหนึ่งคนสามารถสอนเด็กได้จำนวนมากๆ จากเดิมที่สอนได้แค่หนึ่งห้อง ส่งผลให้การศึกษาไร้พรมแดนอยู่ไกลแค่ไหนก็ได้เรียนเหมือนกัน


ภาพ :  การทำงานของ Video Conference



 





วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Web Quest



Web Quest
              (Dodge,1997)  Web Quest คือกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการแสวงรู้ โดยมีฐานสารสนเทศที่ผู้เรียนจะมีปฏิสัมพันธ์ด้วย บนแหล่งต่างๆบนอินเทอร์เน็ต และอาจเสริมด้วยระบบการประชุมทางไกล โดยมีเป้าหมายที่จะนำแหล่งความรู้ที่หลากหลายบนเครือข่าย World Wide Web มาใช้เป็นฐานในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ โดยผู้เรียนแสวงรู้จากแหล่งความรู้ที่จัดไว้อย่างเป็นระบบ Web Quest ได้รับการออกแบบที่จะใช้เวลาของผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการใช้สารสนเทศมากกว่าการแสวงหาสารสนเทศ
              (วสันต์ อติศัพท์, 2547) ได้ให้คำจำกัดความภาษาไทยว่า “บทเรียนแสวงรู้บนเว็บ” ซึ่งหมายถึงเว็บเพื่อการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถที่จะสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง
               ความหมายโดยรวม Web Quest  คือเป็นการใช้แหล่งความรู้ที่มีอยู่มากมายบนระบบอินเทอร์เน็ตมาจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยผู้สอนในรูปแบบของกิจกรรมและสมมติฐาน โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้มาบูรณาการ ฝึกนิสัยและทักษะในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า กระบวนการทำงานกลุ่มและการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งความรู้ต่างๆ บนระบบอินเทอร์เน็ต”


ประเภทของ Web Quest
1. Web Quest ระยะสั้น (Quest Short Term Web Quest) มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนแสวงหาและบูรณาการความรู้ในระดับเบื้องต้น ที่ผู้เรียนจะเผชิญและสร้างประสบการณ์กับแหล่งความรู้ใหม่ๆ ที่สำคัญจำนวนหนึ่งและสร้างความหมายให้กับประสบการณ์การเรียนรู้ของตนเอง Web Quest ประเภทนี้ใช้เวลาในการศึกษาประมาณ 1 - 3 คาบเรียน
2. Web Quest ระยะยาว (Longer Term Web Quest) มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระดับการคิดขั้นสูงของผู้เรียน ซึ่งเมื่อจบบทเรียนแล้ว ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์องค์ความรู้ที่ลึกซึ้งและถ่ายโอนไปใช้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งได้ และสามารถแสดงออกถึงความเข้าใจในเนื้อหานั้นด้วยการสร้างสรรค์ชิ้นงานออกมา อาจจะอยู่บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือในรูปแบบอื่นก็ได้ โดยทั่วไป Web Quest แบบนี้จะใช้เวลาศึกษาประมาณ 1 สัปดาห์ถึง 1 เดือน


Web Quest ที่ดีควรมีลักษณะดังต่อไปนี้
 1. ง่ายต่อความเข้าใจในการใช้
 2. ใช้แหล่งความรู้ที่ดีและมีคุณภาพ
 3. สร้างบทเรียนที่จูงใจผู้เรียน
4. ขั้นภารกิจต้องอธิบายให้ชัดเจน
5. ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รู้จักการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์
 6. เสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่สนุกสนานให้แก่ผู้เรียน
 7. ช่วยให้ผู้เรียนได้รู้จักใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสืบค้นข้อมูล
 8. ผู้เรียนได้เรียนรู้การทำงานเป็นกลุ่ม
              Web Quest เป็น “บทเรียนแสวงรู้บนเว็บ” ที่สร้างสภาพแวดล้อมใหม่ในการเรียนรู้ในสังคมสารสนเทศ ที่มีแหล่งความรู้ที่หลากหลายและไร้พรมแดน โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนไม่เพียงแต่ได้องค์ความรู้ที่กลุ่มผู้เรียนสร้างสรรค์ขึ้นเอง หากแต่ผู้เรียนยังได้พบกับโลกกว้างแห่งความรู้ สิ่งที่ต้องคำนึงคือการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความคิดอย่างตริตรอง ใคร่ครวญในสารสนเทศที่ได้มา เพราะยังมีสารสนเทศบน World Wide Web อีกจำนวนมากที่ไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองและผู้ออกแบบบทเรียนประเภทนี้ต้องคำนึงถึงจุดอ่อนนี้ด้วย


ตัวอย่างที่ใช้ในการสอน
              การใช้ Web Quest เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการแสวงรู้ โดยให้นักเรียนเข้าไปศึกษา สืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตและรู้จักการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล ในการทำงานต่างๆก่อนส่งครู เป็นการฝึกให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเป็น ใช้วิจารณญาณ ฝึกการทำงานเป็นกลุ่ม ฝึกทักษะในการปฏิบัติ นักเรียนจะสนุกและมีความสุข เนื่องจากเป็นสิ่งที่เขาได้ลงมือทำเอง ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่คงทนและถาวร


ภาพ  :   ตัวอย่าง Web Quest

แหล่งอ้างอิง :  http://www.gotoknow.org/posts/301312   สืบค้นวันที่  19/02/2556
 






E – Book




E – Book
               E – Book คือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์หรือหนังสือที่เก็บอยู่ในรูปแบบของอิเล็กทรอนิกส์ หรือหนังสือที่เก็บไว้อยู่ในแบบของไฟล์ โดยไม่ต้องใช้กระดาษและมีการสร้างจากคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถอ่าน หรือดู ได้จากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก และโทรศัพท์มือถือ E – Book จะมีสีสันสวยงามง่ายต่อการอ่าน ผู้สร้างยังสามารถใส่เสียง สี แสง ภาพเคลื่อนไหว ลงใน E – Book ได้

ประโยชน์ E – book ถ้าพูดถึงประโยชน์โดยทั่วไป
1. ไม่เปลืองกระดาษ (ถ้าสร้าง E – Book ไม่ต้องตัดต้นไม้เพื่อนำมาทำกระดาษ)
2. เหมาะสมกับยุคปัจจุบัน ทันสมัย
3. เปิดดูและเปิดอ่านได้ตลอดเวลาทุกสถานที่
4. ไม่สิ้นเปลืองในการจัดเก็บ ไม่ต้องดูแลรักษา
5. ไม่ชำรุด ศูนย์หาย (ถ้าเจ้าของ E – Book ไม่ต้องลบออกจากไฟล์)
6. ปรับปรุงแก้ไขได้ทุกเวลาทุกสถานที่ (ถ้าเป็นเจ้าของ E – Book)
7. ลงทุนในการทำน้อย
8. เป็นผู้จัดการหรือเจ้าของด้วยตนเอง        เป็นต้น

ประโยชน์ E – Book สำหรับผู้เขียนและสำนักพิมพ์
1. ลดขั้นตอนในการจัดทำหนังสือ
2. ลดค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงในการจัดพิมพ์หนังสือ
3. ลดค่าใช้จ่ายการจัดจำหน่ายผ่านช่องทางอื่นๆ
4.เพิ่มช่องทางในการจำหน่ายหนังสือ
5. เพิ่มช่องทางในการประชาสัมพันธ์ตรงถึงผู้อ่าน

ประโยชน์ E – Book สำหรับห้องสมุด
1. สะดวกในการให้บริการ
2. ไม่ต้องใช้สถานที่มากมายในการจัดเก็บ ไม่เสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้
3. ลดงานที่เกิดจากการซ่อม เก็บ จัดเรียง
4. ไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จากการจ้างพนักงานมาดูแล และซ่อมแซม
5. มีรายงานหรือสถิติแสดงการเข้ามาอ่านหนังสือ

ประโยชน์ E – Book สำหรับผู้อ่าน
1. ขั้นตอนง่ายในอ่าน ในการค้นหาหนังสือ
2. ไม่เปลืองที่ในการเก็บหนังสือ
3. อ่านหนังสือได้จากทุกที่ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
4. ไม่เสียงค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
5. ไม่ต้องรอคอยคิว

ตัวอย่างที่ใช้ในการสอน
              การใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์หรือ E – Book  โดยครูอาจสร้างสื่อการเรียนการสอน E – Book  ขึ้นมาซึ่งสามารถใส่เสียง สี แสง ภาพเคลื่อนไหว ลงใน E – Book ได้ เป็นการกระตุ้นให้เด็กอยากที่จะเรียนรู้ เมื่อเด็กได้ใช้ E – Book  ก็เกิดการเรียนรู้ขึ้นการที่เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่มั่นคงถาวร และสื่อการเรียนการสอน E – Book  ที่ครูสร้างยัง ประหยัดกระดาษ ต้นทุนน้อย เรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ชำรุด เสียหาย(ถ้าเจ้าของ E – Book ไม่ต้องลบออกจากไฟล์) และประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บ

 

ภาพ :  ตัวอย่างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์หรือ E – Book 


แหล่งอ้างอิง :   http://phonake2504.wordpress.com/2008/11/04/e-book/  สืบค้นวันที่  19/02/2556




Blog




Blog
               ก็คือการบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์ โดยเนื้อหาของ blog นั้นจะครอบคลุมได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวส่วนตัว หรือเป็นบทความเฉพาะด้านต่าง ๆ เช่น เรื่องการเมือง เรื่องกล้องถ่ายรูป เรื่องกีฬา เรื่องธุรกิจ เป็นต้น โดยจุดเด่นที่ทำให้บล็อกเป็นที่นิยมก็คือ ผู้เขียนบล็อก จะมีการแสดงความคิดเห็นของตนเอง ใส่ลงไปในบทความนั้น ๆ โดยบล็อกบางแห่ง จะมีอิทธิพลในการโน้มน้าวจิตใจผู้อ่านสูงมาก แต่ในขณะเดียวกัน บางบล็อกก็จะเขียนขึ้นมาเพื่อให้อ่านกันในกลุ่มเฉพาะ เช่นกลุ่มเพื่อน ๆ หรือครอบครัวตนเอง
              มีหลายครั้งที่เกิดความเข้าใจกันผิดว่า Blog เป็นได้แค่ไดอารี่ออนไลน์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไดอารี่ออนไลน์เปรียบเสมือน เนื้อหาประเภทหนึ่งของบล็อกเท่านั้น เพราะบล็อกมีเนื้อหาที่หลากหลายประเภท ตั้งแต่การบันทึกเรื่องส่วนตัวอย่างเช่นไดอารี่ หรือการบันทึกบทความที่ผู้เขียนบล็อกสนใจในด้านอื่นด้วย ที่เห็นชัดเจนคือ เนื้อหาบล็อกประเภท วิจารณ์การเมือง หรือการรีวิวผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ตัวเองเคยใช้ หรือซื้อมานั่นเอง อีกทั้งยังสามารถ แตกแขนงไปในเนื้อหาในประเภทต่าง ๆ อีกมากมาย ตามแต่ความถนัดของเจ้าของบล็อก ซึ่งมักจะเขียนบทความเรื่องที่ตนเองถนัด หรือสนใจเป็นต้น
             จุดเด่นที่สุดของ Blog ก็คือ มันสามารถเป็นเครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่ง ที่สามารถสื่อถึงความเป็นกันเองระหว่างผู้เขียนบล็อก และผู้อ่านบล็อกที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ที่ชัดเจนของบล็อกนั้น ๆ ผ่านทางระบบ comment ของบล็อกนั่นเอง
             สรุปให้ง่าย ๆ สั้น ๆ ก็คือ Blog คือเว็บไซต์ ที่มีรูปแบบเนื้อหา เป็นเหมือนบันทึกส่วนตัวออนไลน์ มีส่วนของการ comments และก็จะมี link ไปยังเว็บอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

ประโยชน์ของ web blog               
              Blog มีไว้เพื่อตอบสนองตัณหาของเจ้าของ blog ถึงแม้ว่า blog จะมีลักษณะหน้าตาคล้ายกัน แต่ blog แต่ละแห่งจะมีบุคลิกเฉพาะตัว แตกต่างกันไปเหมือนบุคลิก บาง blog แค่เล่าเรื่องชีวิตประจำวัน บาง blog เกาะติดข่าว บาง blog คุยเรื่องการเมืองหรือปรัชญา จงนั้นอาจแบ่งประโยชน์ได้หลายแบบด้วยกัน ซึ่งอาจจะแจกแจงได้ดังนี้
          1.เปิดตัวเองให้โลกรู้ เรื่องของ blog มักเป็นเรื่องราวของเจ้าของ blog เป็นการเล่าประสบการณ์หรือความคิดของเจ้าของ เป็นการถ่ายทอดความคิดความรู้สึกของเจ้าของ blog เป็นการระบายความเครียดอีกทางหนึ่ง
          2.ทันข่าวทันเหตุการณ์ ประสบการณ์บางคนก็เป็นข่าวเห็นอีกหลายคนได้ ข่าวจาก blog หลายแห่งเป็นข่าววงใน บางคนเล่าเหตุการณ์หรืออุบัติเหตุที่เจอมา หลาย blog พูดถึงแนวโน้มหรือความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ
          3. กลั่นกรองข้อมูล blog บาง blog จะมีการกลั่นกรองข้อมูลก่อนนำลง blog ทำให้ผู้อ่าน blog ไม่ต้องเสียเวลาในการกลั่นกรองข้อมูล เพราะมีการนำเสนอข้อมูลหรือมีไกด์ในการท่องเว็บ
          4. รายงานการท่องเว็บ เป็นวัตถุประสงค์หลักที่เป็นต้นกำเนิดของการทำ blog หลาย blog มีการลิงค์ไปยังเว็บที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาใน blog ซึ่งเป็นการแนะนำว่าเว็บไหนดีก็ไปที่เว็บนั้น
          5. การแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นความในใจของเรื่องต่างๆ ความคิดเชิงสร้างสรรค์ หรือการบ่นที่ทุกคนมีอยู่ในใจ การทำ blog เป็นช่องทางถ่ายทอดความคิดเห็นให้คนอื่นรับรู้
          6. ถ่ายทอดประสบการณ์ หรือไดอะรี่ออนไลน์ เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวในชีวิตประจำวัน หรือเป็นการเล่าเรื่องการเดินทางท่องเที่ยว เช่น www.terrystrek.com
          7. โน้มน้าวใจผู้อ่าน ลักษณะนี้เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ แต่กรณีแบบนี้เป็นการขายความคิด อย่าง blog สำหรับคอการเมืองอาจจะมีฝ่ายซ้าย - ฝ่ายขวา,สายเหยี่ยว ­ สายพิราบ จะพบว่าเนื้อหาจะเป็นการโพสต์โจมตีฝ่ายตรงข้าม แล้วก็สนับสนุนแนวความคิดของตนเอง

ตัวอย่างที่ใช้ในการสอน
               การใช้ blog   โดยครูอาจสร้าง blog  ที่ใช้ในการเรียนการสอน แล้วให้นักเรียนเข้าไปศึกษา ทำแบบทดสอบ โต้ตอบ แสดงความคิดเห็น หรือเรียนรู้เพิ่มเติมจากลิงค์ที่ไปยังเว็บที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาใน blog ได้  ทำให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลาตามที่ต้องการ ยังสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา และค่าใช่จ่าย ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา



ภาพ :  ตัวอย่าง blog


แหล่งอ้างอิง :  http://tnk2009.exteen.com/20090627/web-blog-web-blog   สืบค้นวันที่ 19/02/2556





E- Learning




E-Learning
                   คำว่า e-Learning คือ การเรียน การสอนในลักษณะ หรือรูปแบบใดก็ได้ ซึ่งการถ่ายทอดเนื้อหานั้น กระทำผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น ซีดีรอม เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซทราเน็ต หรือ ทางสัญญาณโทรทัศน์ หรือ สัญญาณดาวเทียม (Satellite) ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งการเรียนลักษณะนี้ได้มีการนำเข้าสู่ตลาดเมืองไทยในระยะหนึ่งแล้ว เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยซีดีรอม, การเรียนการสอนบนเว็บ (Web-Based Learning), การเรียนออนไลน์ (On-line Learning) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ การเรียนด้วยวีดีโอผ่านออนไลน์ เป็นต้น
                  ในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มักจะใช้คำว่า e-Learning กับการเรียน การสอน หรือการอบรม ที่ใช้เทคโนโลยีของเว็บ (Web Based Technology) ในการถ่ายทอดเนื้อหา รวมถึงเทคโนโลยีระบบการจัดการหลักสูตร (Course Management System) ในการบริหารจัดการงานสอนด้านต่างๆ โดยผู้เรียนที่เรียนด้วยระบบ e-Learning นี้สามารถศึกษาเนื้อหาในลักษณะออนไลน์ หรือ จากแผ่นซีดี-รอม ก็ได้ และที่สำคัญอีกส่วนคือ เนื้อหาต่างๆ ของ e-Learning สามารถนำเสนอโดยอาศัยเทคโนโลยีมัลติมีเดีย (Multimedia Technology) และเทคโนโลยีเชิงโต้ตอบ (Interactive Technology)
                  คำว่า e-Learning นั้นมีคำที่ใช้ได้ใกล้เคียงกันอยู่หลายคำเช่น Distance Learning (การเรียนทางไกล) Computer based training (การฝึกอบรมโดยอาศัยคอมพิวเตอร์ หรือเรียกย่อๆว่า CBT) online learning (การเรียนทางอินเตอร์เน็ต) เป็นต้น ดังนั้น สรุปได้ว่า ความหมายของ e-Learning คือ รูปแบบของการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยอาศัยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือสื่ออิเลคทรอนิกส์ในการถ่ายทอดเรื่องราว และเนื้อหา โดยสามารถมีสื่อในการนำเสนอบทเรียนได้ตั้งแต่ 1 สื่อขึ้นไป และการเรียนการสอนนั้นสามารถที่จะอยู่ในรูปของการสอนทางเดียว หรือการสอนแบบปฎิสัมพันธ์ได้

ประโยชน์ของ E-Learning
1.  ยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนเนื้อหา และ สะดวกในการเรียน
การเรียนการสอนผ่านระบบ e-Learning นั้นง่ายต่อการแก้ไขเนื้อหา และกระทำได้ตลอดเวลา เพราะสามารถกระทำได้ตามใจของผู้สอน เนื่องจากระบบการผลิตจะใช้ คอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบหลัก นอกจากนี้ผู้เรียนก็สามารถเรียนโดยไม่จำกัดเวลา และสถานที่
2.  เข้าถึงได้ง่าย
ผู้เรียน และผู้สอนสามารถเข้าถึง e-learning ได้ง่าย โดยมากจะใช้ web browser ของค่ายใดก็ได้ (แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับผู้ผลิตบทเรียน อาจจะแนะนำให้ใช้ web browser แบบใดที่เหมาะกับสื่อการเรียนการสอนนั้นๆ) ผู้เรียนสามารถเรียนจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใดก็ได้ และในปัจจุบันนี้ การเข้าถึงเครือข่ายอินเตอร์เน็ตกระทำได้ง่ายขึ้นมาก และยังมีค่าเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่มีราคาต่ำลงมากว่าแต่ก่อนอีกด้วย
3.  ปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยกระทำได้ง่าย
เนื่องจากผู้สอน หรือผู้สร้างสรรค์งาน e-Learning จะสามารถเข้าถึง server ได้จากที่ใดก็ได้ การแก้ไขข้อมูล และการปรับปรุงข้อมูล จึงทำได้ทันเวลาด้วยความรวดเร็ว
4.  ประหยัดเวลา และค่าเดินทาง
ผู้เรียนสามารถเรียนโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดก็ได้ โดยจำเป็นต้องไปโรงเรียน หรือที่ทำงานรวมทั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องประจำก็ได้ ซึ่งเป็นการประหยัดเวลามาก การเรียน การสอน หรือการฝึกอบรมด้วยระบบ e-Learning นี้ จะสามารถประหยัดเวลาถึง 50% ของเวลาที่ใช้ครูสอน หรืออบรม

ตัวอย่างที่ใช้ในการสอน
                    การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยซีดีรอม, การเรียนการสอนบนเว็บ (Web-Based Learning), การเรียนออนไลน์ (On-line Learning) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ การเรียนด้วยวีดีโอผ่านออนไลน์ เป็นต้นทำให้การเรียนการสอนสะดวกสบาย เปิดโอกาสทางการศึกษาให้ได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน การเรียนการสอนน่าสนใจมากยิ่งขึ้น มีสื่อต่างๆ ภาพเคลื่อนไหว ที่จะดึงดูดความสนใจของเด็ก ที่ไม่ใช่เพียงแต่ศึกษาจากหนังสือตำราเรียนเพียงอย่างเดียว เป็นการกระตุ้นให้เด็กอยากที่จะเรียนรู้




ภาพ :  การทำงานของ E-Learning


แหล่งอ้างอิง :  http://www.thaiedunet.com/ten_content/what_elearn.html  สืบค้นวันที่ 19/02/2556